รีวิวลองขี่ BAJAJ Dominar 400 ตัวท็อปจากอินเดีย ผ่านหรือไม่

0

“บาจาจ” แบรนด์รถจักรยานยนต์ยักษ์ใหญ่จากประเทศอินเดีย พร้อมทำตลาดในประเทศไทย ขนมา 4 รุ่นหลักคือ BAJAJ Dominar 400, Pulsa RS200 , Pulsa NS200 และ Pulsa NS160

โชว์รูม “บาจาจ” ตั้งอยู่ปากซอย ลาดพร้าว 122 พร้อมแบรนด์ KTM และ Husqvarna ภายใต้การบริหารของบริษัท วรูม จำกัด (Vroom) เปิดตัวอย่างเป็นทางการใน Motorshow 2020 ที่ผ่านมา พร้อมดราม่าขนาดใหญ่!! โดยแนวทางการตลาดของ Vroom จะมุ่งเน้นขายรถแบรนด์ “บาจาจ” ที่เป็นรถขนาดเล็กและกลางในตลาด Mass เป็นหลัก แต่ KTM และ Husqvarna จะทยอยนำเข้ามาทำตลาดในโอกาสต่อไป

หลังงาน Motorshow 2020 ทาง Vroom ก็จัดกิจกรรมเชิญสื่อมวลชนขี่ทดสอบรถจักรยานยนต์บาจาจ ทั้ง 4 รุ่นรวม 14 คัน เป็นครั้งแรก แบ่งเป็น 3 กลุ่ม 3 วัน 3 เส้นทาง ไปเช้า เย็นกลับ ผมอยู่ในกลุ่มที่ 2 เส้นทาง กทม.- ระยอง – กทม. รวมระยะทาง 468 กิโลเมตร เป็นรูทที่ไกลที่สุดจากทั้ง 3 วัน ส่วนรถในแต่ละรุ่นจะเป็นการสลับกันขี่ระหว่างทาง

6.00 น. คือเวลาล้อหมุน ขบวนรถจักรยานยนต์บาจาจ 14 คัน เคลื่อนตัวออกจากโชว์รูมลาดพร้าว 122 กับโจทย์แรกคือต้องขี่ฝ่าการจราจรอันหนาแน่นบน ถ.ลาดพร้าว-ลำสาลี ไปสู่ ถ.บางนาตราด และรถรุ่นแรกที่ผมขี่คือรุ่น Dominar 400 รถสไตล์เน็คเก็ตรุ่นใหญ่สุดที่นำเข้ามาขาย

บาจาจ โดมิน่า 400

Dominar 400 เป็นรุ่นที่ผมขี่ไกลที่สุดจาก 4 รุ่น และผมใช้งานค่อนข้างหลากหลาย คือทั้งขี่ฝ่ารถติด ไปจนถึงขี่ทางไกลใช้ความเร็ว บาจาจ โดมิน่า 400 เป็นรถสไตล์เน็คเก็ตที่มีเครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 373 ซีซี (เท่ากับ Duke390 หรือ RC390 เป๊ะ เหมือนผมบอกใบ้อะไรไหม?) DOHC 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้กำลัง 39.4 แรงม้า กับแรงบิด 35 นิวตันเมตร ใช้หัวเทียนถึง 3 หัวในการจุดระเบิด เกียร์ 6 สปีด และเห็นว่ามี Assist Slipper Clutch ด้วยนะ

โช้คอัพหน้า Upside Down ขนาดใหญ่ถึง 43 มม. เท่าสปอร์ตพันเลยนะ โช้คอัพหลังเดี่ยวมีเหมือนเป็นกระบอกซับแทงค์พร้อมแปะยี่ห้อ Nitrox อยู่ด้วย โดยโช้คหลังจะปรับพรีโหลดได้ เบรกมีระบบ ABS Dual Channel ด้านหน้าดิสก์เดี่ยวขนาด 320 มม. ดิสก์หลังเดี่ยวขนาด 230 มม. คาลิปเปอร์ของ BYBRE ยึดแบบเรเดียลเมาท์ ยี่ห้อเดียวกับใน KTM รุ่นเล็กๆ

เรือนไมล์ LCD มี 2 หน้าจอแยกกัน เรือนไมล์หลักบอกความเร็วและวัดรอบจะอยู่ตำแหน่งปกติ มีไฟ ABS เกียร์ว่าง ไฟเตือนรอบเครื่องรวมอยู่ด้วย ส่วนไมล์อีกอันจะเป็นจอเล็กๆ อยู่บนถังน้ำมันเชื้อเพลิงบอกตำแหน่งเกียร์ เวลา ระยะทาง ตั้งทริปได้ ซึ่งจอเล็กนี่มองไม่ถนัดนัก ฟังก์ชั่นอื่นๆ ไม่ได้มองบ่อยไม่เป็นปัญหา แต่ตัวบอกตำแหน่งเกียร์น่าจะรวมอยู่ที่หน้าจอใหญ่เพราะมองง่ายกว่า ที่สวิทซ์แฮนด์มีไฟสีฟ้าบอกตำแหน่งสวิตซ์ต่างๆ ด้วย ฟังก์ชั่นนี้แล้วแต่ชอบครับ

ไฟส่องสว่าง LED รอบคัน เบาะนั่งคนขี่กับคนซ้อนแยกต่างระดับ ดีไซน์โดยรวมดูบึกบึนแต่ไม่ถึงกับล้ำสมัยนัก ลายของล้อแม็กก็ยังดูขัดใจผมมิใช่น้อย (แต่เรื่องดีไซน์นี่นานาจิตตังนะ ความชอบส่วนตัวคงไม่เหมือนกัน) ทั้งดีไซน์ ชิ้นส่วนหรืออะไหล่ติดรถอื่นๆ  อยู่ในเกณฑ์ดี แต่ผมคิดว่าอนาคตต้องได้รับการอัพเกรดขึ้นอีกแน่นอน  

รูปตัวผมขี่ไม่มี เลยต้องใช้รูปน้องธีจาก Superbike แทนครับ ขนาดตัวใกล้เคียง
ลองเลย ขี่รวดเดียว 160 กิโลเมตร

เมื่อคล่อมรถให้ความรู้สึกไม่ใหญ่นักแม้จะเป็นรถขนาด 400 เบาะนั่งกว้างแต่กระชับได้อยู่ ท่าขี่แบบ Upright Position หลังตรง ตำแหน่งวางมือวางขาสบายๆ ตามสไตล์รถเน็คเก็ต พักเท้าแบบชิ้นเดียวรวมกับพักเท้าคนซ้อน เป็นรุ่นเดียวของบาจาจที่ใช้พักเท้าแบบนี้ อันนี้น่าจะเอื้อให้คนซ้อนวางขาได้สบายเพราะตำแหน่งค่อนข้างต่ำ

การขี่ใช้งานในสภาพการจราจรที่ติดขัดไม่เป็นปัญหาเลย แฮนด์เดิ้ลบาร์กว้างพอดี ให้การควบคุมดี ความร้อนจากเครื่องยนต์ก็ไม่ทันได้รู้สึกถึง ช่วงหน้ามีรู้สึกหนักนิดๆ ตอนยังไม่คุ้น แต่ก็ผ่านสบายๆ รอบเครื่องยนต์ต่ำๆ นิ่งและเนียน แรงบิดในรอบต่ำกลางมีให้ใช้ทันใจ มุดซอกรถติดได้คล่องตัว น้ำหนักตัวตามสเป็คที่ 184 กิโลกรัมก็ไม่เป็นปัญหา

กันล้มที่ติดมาจากโรงงาน

บาจาจติดตั้งกันล้มเป็นท่อเหล็กมาจากโรงงานทุกรุ่นที่เป็นรถสไตล์เน็คเก็ต อาจจะดูแปลกตาและขัดตาวัยรุ่นไปนิด แต่จากการใช้งานรถติดๆ ก็ไม่พบการติดขัดอะไรจากกันล้มที่ว่านี่ มองในแง่ความปลอดภัยสามารถใช้งานได้จริง ดูแล้วช่วยกันไม่ให้รถทับขาเมื่อเกิดอุบัติเหตุ หรือป้องกันถังน้ำมันเชื้อเพลิง หม้อน้ำ กระแทกพื้นได้เยอะพอสมควร อีกอย่างคือเอาไว้วางเท้าเปลี่ยนอิริยาบถแก้เมื่อยขณะเดินทางไกลได้ อืมม! มีประโยชน์

Top Speed

แรงบิดและอัตราเร่งแซงของ Dominar 400 ทำได้ดีเลยนะ แต่ยังมีความสั่นจากเครื่องยนต์มาสู่แฮนด์และพักเท้า อาจด้วยเพราะความเป็นรถสูบโตสูบเดียวก็เป็นได้ ท็อปสปีดรุ่นนี้ผมทำได้ 172 กม./ชม. กับรอบเครื่องราวๆ 10,500 รอบ/นาที คือรอบเครื่องตรงจุดนี้จะมีอาการเหมือนรอบเครื่องตัด และเป็นทุกเกียร์นะ

แต่ความเร็วที่ได้กับน้ำหนักตัวผมเกือบๆ 90 กิโลกรัมและเป็นช่วงทางลาดลงนิดหน่อยผมถือว่าดี ยางติดรถให้มาเป็นมิชลิน โร้ด 5 เลยนะ ขนาด 110/70-17 และ 150/60-17  ช่วงล่างมีความมั่นคงที่ดีทั้งทางตรงและในโค้ง เก็บแรงสะเทือนจากผิวถนนได้ดี เบรกที่ใช้คาลิปเปอร์ของ BYBRE ก็พอไว้ใจได้ โดยรวม Performance ต่างๆ ทำได้ดีเกินกว่าที่คิดไว้

ต้องบอกเลยว่าสมรรถนะโดยรวมของ BAJAJ Dominar 400 ค่อนข้างน่าประทับใจครับ ทั้งเครื่องยนต์และช่วงล่างทำได้ดีเกินกว่าที่ผมคิดไว้มาก เมื่อมารวมกับราคาที่เปิดมา 115,000 บาท ก็คุ้มค่า และที่ผมบอกใบ้ไว้ด้านบนเรื่องเครื่องยนต์ ด้วยเพราะ BAJAJ และ KTM ใช้โรงงานผลิตเดียวกัน ไม่แปลกนักที่เทคโนโลยีบางอย่างจะได้รับการถ่ายทอดมาจาก KTM ผมว่าเล่นได้เลยครับ ส่วนเรื่องศูนย์บริการ การพัฒนาตัวรถ คงต้องรอดูกันในอนาคต แต่ที่ดูจากชื่อผู้นำเข้าแล้วก็ต้องบอกว่ามีความน่าเชื่อถือทีเดียวครับ

Special Thank : บริษัท วรูม จำกัด (Vroom)

รีวิว ทดสอบ All New Forza 350 คลิก
คลิป รีวิว ทดสอบขี่ CBR1000RR และ CBR250RR ในสนามช้าง คลิก

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here